หลังจากเกิดการปฏิสนธิได้ 7 วันแล้ว จากนั้นตัวอ่อนจะเจริญเติบโตเป็นทารก โดยแบ่งลักษณะการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่
1. ระยะไข่ เป็นระยะของไข่ในช่วง 2 สัปดาห์แรกภายหลังจากการปฏิสนธิ
2. ระยะตัวอ่อน นับตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 จนถึงสัปดาห์ที่ 8 หลังจากการปฏิสนธิ
3. ระยะทารก นับตั้งแต่ปลายเดือนที่ 2 หรือต้นเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์
4. ระยะคลอด คือ ระยะที่เด็กในครรภ์อายุครบ 9 เดือน จึงคลอดออกมาจากครรภ์มารดา
ในระยะตัวอ่อนนี้ เมื่ออายุครรภ์ครบ 28 สัปดาห์ ทารกจะยาวประมาณ 35 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 1,000 กรัม ผิวหนังแดงเรื่อแต่เหี่ยวย่นคล้ายผิวคนแก่ มีไขเคลือบทั่ว อวัยวะต่าง ๆ เริ่มทำงานได้ ถ้าทารกคลอดในระยะนี้ อาจมีชีวิตอยู่ได้ในความดูแลของกุมารแพทย์ที่มีเครื่องมือเครื่องใช้พร้อม เมื่ออายุครรภ์ครบ 32 สัปดาห์ ทารกจะยาวประมาณ 40 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 1,600 – 2,000 กรัม เริ่มมีไขมันใต้ผิวหนัง ถ้าเป็นเพศชายอัณฑะจะเคลื่อนจากช่องท้องลงไปยังถุงอัณฑะ การเจริญเติบโตของร่างกายของทารกในครรภ์ใกล้เคียงกับทารกคลอดครบกำหนด ถ้าคลอดในระยะนี้ มีโอกาสอยู่รอดได้มากขึ้น เมื่ออายุครรภ์ครบ 36 สัปดาห์ ทารกจะยาวประมาณ ๔๕ เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 2,000-2,400 กรัม รอยย่นของผิวหนังหายไป แต่ยังมีไขเคลือบอยู่ อวัยวะต่าง ๆ เจริญเติบโตเกือบเต็มที่ และเมื่ออายุครบ 40 สัปดาห์ หรือครบกำหนดคลอด อวัยวะต่าง ๆ ของทารกจะเจริญเติบโตเต็มที่ตัวยาวประมาณ 50 เซนติเมตร น้ำหนักไม่ควรน้อยกว่า 2,500 กรัม ระยะนี้ศีรษะของทารกจะเคลื่อนลงไปในอุ้งเชิงกราน ทำให้มารดารู้สึกว่า "ท้องลด" หายอึดอัด สลายขึ้น
วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ความหมายและขั้นตอนของการปฏิสนธิ
ความหมายของการปฏิสนธิ
การปฏิสนธิ คือ การที่อสุจิเพศผู้เข้าผสมกับไข่ของเพศเมีย โดยที่ไข่ 1 ใบ ผสมกับอสุจิ 1 ตัว การปฏิสนธิมี 2 แบบด้วยกัน คือ การปฏิสนธิภายนอก เช่น การผสมเทียมเด็กหลอดแก้วกับการปฏิสนธิภายใน เช่น การฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก
ขั้นตอนการปฏิสนธิ
1. เมื่อไข่ตกจากรังไข่แล้วจะเคลื่อนตัวไปตามท่อรังไข่ ซึ่งเยื่อบุท่อรังไข่จะมีขนช่วยพัดโบกและนำพาไข่ไปจนถึงตำแหน่งที่จะพบกับอสุจิ ในขณะที่มีเพศสัมพันธ์จนถึงจุดสุดยอด ฝ่ายชายจะหลั่งน้ำอสุจิซึ่งมีสเปิร์มถึง 400-500 ล้านตัวเข้าสู่ช่องคลอดของฝ่ายหญิง
การปฏิสนธิ คือ การที่อสุจิเพศผู้เข้าผสมกับไข่ของเพศเมีย โดยที่ไข่ 1 ใบ ผสมกับอสุจิ 1 ตัว การปฏิสนธิมี 2 แบบด้วยกัน คือ การปฏิสนธิภายนอก เช่น การผสมเทียมเด็กหลอดแก้วกับการปฏิสนธิภายใน เช่น การฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก
ขั้นตอนการปฏิสนธิ
1. เมื่อไข่ตกจากรังไข่แล้วจะเคลื่อนตัวไปตามท่อรังไข่ ซึ่งเยื่อบุท่อรังไข่จะมีขนช่วยพัดโบกและนำพาไข่ไปจนถึงตำแหน่งที่จะพบกับอสุจิ ในขณะที่มีเพศสัมพันธ์จนถึงจุดสุดยอด ฝ่ายชายจะหลั่งน้ำอสุจิซึ่งมีสเปิร์มถึง 400-500 ล้านตัวเข้าสู่ช่องคลอดของฝ่ายหญิง
2. เมื่อฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิเข้าสู่ช่องคลอดของฝ่ายหญิง สเปิร์มจะผ่านเข้าสู่โพรงมดลูกและผ่านไปยังท่อนำไข่และปีกมดลูก โดยปกติอสุจิจะเดินทางด้วยอัตรา 2-3 มิลลิเมตรต่อนาที แต่สเปิร์มจะเคลื่อนที่ช้าลงในช่องคลอดที่มีสภาพเป็นกรด เคลื่อนที่เร็วขึ้นเมื่อผ่านจากปากมดลูกเข้าไปในโพรงมดลูกที่มีความเป็นด่าง ซึ่งกว่าอสุจิจะผ่านพ้นเข้าไปในท่อรังไข่ได้นั้น จำนวนอสุจิ 400-500 ล้านตัวในขณะหลั่ง จะเหลือรอดได้เพียงไม่กี่ร้อยตัวที่มีโอกาสไปผสมกับไข่ ส่วนหัวของอสุจิจะปล่อยสารย่อย (Enzyme) ซึ่งสามารถละลายผนังที่ห่อหุ้มปกป้องไข่ออกได้ จะมีอสุจิเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่เจาะเข้าสู่ไข่ได้สำเร็จ อสุจิตัวอื่น ๆ จะไม่สามารถเข้าไปได้อีก จากนั้นอสุจิจะสลัดหางและย่อยส่วนหัว เพื่อปลดปล่อยไมโครโซมทั้ง 23 แท่งที่บรรจุอยู่ภายในส่วนหัวเข้าสู่ไข่เพื่อจับคู่ของตัวเองกับไมโครโซมอีก 23 แท่งในไข่ และหลอมรวมตัวกันกลายเป็นเซลเซลเดียวเรียกว่า เกิดการปฏิสนธิขึ้น
3. หลังเกิดการปฏิสนธิ เซลจะมีการแบ่งตัวทวีคูณในเวลาอันรวดเร็ว จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 จาก 8 เป็น 16 ฯลฯ การแบ่งตัวจะเกิดอย่างต่อเนื่องในขณะที่ผสมแล้ว เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ และภายใน 7 วัน จะเคลื่อนไปถึงตำแหน่งที่จะฝังตัวลงในเยื่อบุโพรงมดลูก ไข่ที่ผสมแล้วจะมีลักษณะกลม โดยประกอบด้วยเซลประมาณ 100 เซล เมื่อไข่ที่ผสมแล้ว(ตัวอ่อน)ฝังตัวลงในเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งมีลักษณะนุ่มและหนา เมื่อยึดเกาะกันมั่นคงดี จึงจะถือได้ว่าการปฏิสนธิเป็นไปอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ ไข่ที่ผสมแล้ว (ตัวอ่อน) จะยื่นส่วนอ่อนนุ่มแทรกลึกลงไปในผนังมดลูกเพื่อสร้างทางติดต่อกับเลือกของแม่ และจะเจริญเป็นรกสร้างสายสะดือและถุงน้ำคร่ำห่อหุ้มต่อไป ซึ่งตัวอ่อนจะมีเนื้อเยื่อพิเศษ 3 ชั้น ซึ่งต่อไปแต่ละชั้นจะสร้างเป็นอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทารกน้อย
4. เอ็มบริโอจะมีลักษณะทุกอย่างเหมือนกับคน และกระดูกในร่างกายจะเปลี่ยนจากกระดูกอ่อนเป็นกระดูกแข็ง โดยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
อายุ 3 สัปดาห์ เริ่มมีหัวใจ สมอง และกระดูกไขสันหลัง
อายุ 4 สัปดาห์ เริ่มมี ตา ปุ่มแขน และปุ่มขา
อายุ 5 สัปดาห์ ปุ่มแขนและปุ่มขาขยาายขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อยๆ
อายุ 6 สัปดาห์ เริ่มมีหู
อายุ 7 สัปดาห์ เริ่มมีแผดานในช่องปาก
อายุ 8 สัปดาห์ เริ่มปรากฏอวัยวะเพศภายนอก กนะดูกในช่องปากเปลี่ยนจากกระดูกอ่อนเป็นกระดุกแข็ง และมีทุกอย่างเหมือนคน หลังจากนั้นเป็นการเจริญเติบโตของอวัยวะต่างๆทั้งภายนอก และภายใน เพื่อให้สมบูรณ์ และพร้อมที่จะทำงานได้
อายุ 38 สัปดาห์ หรือ 9 เดือน คลอดออกมาเป็นทารก
อายุ 3 สัปดาห์ เริ่มมีหัวใจ สมอง และกระดูกไขสันหลัง
อายุ 4 สัปดาห์ เริ่มมี ตา ปุ่มแขน และปุ่มขา
อายุ 5 สัปดาห์ ปุ่มแขนและปุ่มขาขยาายขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อยๆ
อายุ 6 สัปดาห์ เริ่มมีหู
อายุ 7 สัปดาห์ เริ่มมีแผดานในช่องปาก
อายุ 8 สัปดาห์ เริ่มปรากฏอวัยวะเพศภายนอก กนะดูกในช่องปากเปลี่ยนจากกระดูกอ่อนเป็นกระดุกแข็ง และมีทุกอย่างเหมือนคน หลังจากนั้นเป็นการเจริญเติบโตของอวัยวะต่างๆทั้งภายนอก และภายใน เพื่อให้สมบูรณ์ และพร้อมที่จะทำงานได้
อายุ 38 สัปดาห์ หรือ 9 เดือน คลอดออกมาเป็นทารก
วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ใบความรู้ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24
ใบความรู้ที่ 24.1
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24
รายวิชา พ 31101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
เรื่อง ความหมายและประเภทของความรุนแรง เวลา 1 ชั่วโมง
............................................................................................................................................................
ความหมายและประเภทของความรุนแรง
ความรุนแรง
ความรุนแรง หมายถึง การทำร้ายร่างกายและจิตใจ การทำร้ายทางเพศ และการถูกทอดทิ้งในเด็กโดยบุคคลต่าง ๆ ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักพบในสตรีและเด็ก สำหรับความรุนแรงในเด็ก จะเป็นการทำร้ายเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา ซึ่งผลกระทบต่อเด็กที่ได้รับความรุนแรงจะทำให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก ทำให้มีการเจริญเติบโตช้า และ แสดงพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ก้าวร้าว หวาดกลัว ซึมเศร้า โดยเฉพาะในวัยรุ่นอาจมีการเสพสารเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ทำให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ และการทำร้ายร่างกายของตนเองและผู้อื่น ด้วยการฆ่าตัวตายหรือฆ่าผู้อื่น ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย
ประเภทของความรุนแรง
ความรุนแรงแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. การทำร้ายร่างกาย โดยการเตะ ต่อย ทุบตี หรือการทำให้เกิดความเจ็บปวดต่อวัยวะ
ต่าง ๆ โดยใช้ไฟจี้ น้ำร้อนราด ล่ามโซ่ หรือมีดฟันจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งอาการที่ปรากฏคือ ฟกช้ำ หรือเกิดบาดแผลบริเวณร่างกาย รวมทั้งการบาดเจ็บภายใน เช่น อาเจียนเป็นเลือดปัสสาวะเป็นเลือด
2. การทำร้ายทางจิตใจ อาจแสดงด้วยวาจาหรือพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ด่าทอ ดูถูก
เหยียดหยาม บังคับขู่เข็ญ การไล่ออกจากบ้าน และจำกัดเสรีภาพ เป็นต้น
3. การทำร้ายทางเพศ เช่น ทำอนาจาร ข่มขืน ทำให้เกิดปัญหาต่อสภาพจิตใจและ
ร่างกายของเด็ก เกิดปัญหาการตั้งครรภ์และโรคทางเพศสัมพันธ์
4. การทอดทิ้ง โดยเฉพาะเด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือขาดการเอาใจใส่ดูแล จะทำให้เด็กขาด
พัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ กลายเป็นเด็กที่มีปัญหาต่อสังคมและเป็นภาระของสังคมต่อไป
ที่มา : หนังสือเรียนสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของ เรณุมาศ มาอุ่นและคณะ .สำนักพิมพ์พัฒนา
คุณภาพวิชาการ (พ.ว.) จำกัด หน้า 148 . พ.ศ.2548
ใบความรู้ที่ 24.2
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24
รายวิชา พ 31101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
เรื่อง สาเหตุและพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในวัยรุ่น เวลา 1 ชั่วโมง
............................................................................................................................................................
สาเหตุและพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในวัยรุ่น
ความรุนแรงในวัยรุ่นที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ ดังนี้
1. ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ความเครียดในเรื่องต่าง ๆ เช่น การควบคุมตนเองไม่ได้ แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว โกรธ ทำร้ายร่างกายตนเองหรือผู้อื่น
2. ปัจจัยครอบครัว ได้แก่ ปัญหาครอบครัวในด้านต่าง ๆ เช่น การหย่าร้าง การทะเลาะวิวาท การทอดทิ้งและทารุณกรรมเด็ก เป็นต้น
3. ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ ปัญหาทางเศรษฐกิจและค่านิยมของสังคม เช่น ความยากจน การแก่งแย่งแข่งขัน ค่านิยมทางวัตถุนิยมและค่านิยมเรื่องเพศที่ผิด
จากสาเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อวัยรุ่นที่ถูกกระทำรุนแรง ทำให้มีปัญหา
ด้านพฤติกรรม ดังนี้คือ
1. ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
2. เกิดความหวาดกลัว
3. มีอาการซึมเศร้า
4. แสดงความก้าวร้าวทางอารมณ์และอาจทำร้ายผู้อื่น
5. การเสพสารเสพติด
6. การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และโรคทางเพศสัมพันธ์
7. การหมดอาลัยในชีวิต ทำให้คิดฆ่าตัวตายหรือฆ่าผู้อื่นได้
ที่มา : หนังสือเรียนสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของ เรณุมาศ มาอุ่นและคณะ .สำนักพิมพ์พัฒนา
คุณภาพวิชาการ (พ.ว.) จำกัด หน้า 148-149. พ.ศ.2548
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24
รายวิชา พ 31101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
เรื่อง ความหมายและประเภทของความรุนแรง เวลา 1 ชั่วโมง
............................................................................................................................................................
ความหมายและประเภทของความรุนแรง
ความรุนแรง
ความรุนแรง หมายถึง การทำร้ายร่างกายและจิตใจ การทำร้ายทางเพศ และการถูกทอดทิ้งในเด็กโดยบุคคลต่าง ๆ ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักพบในสตรีและเด็ก สำหรับความรุนแรงในเด็ก จะเป็นการทำร้ายเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา ซึ่งผลกระทบต่อเด็กที่ได้รับความรุนแรงจะทำให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก ทำให้มีการเจริญเติบโตช้า และ แสดงพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ก้าวร้าว หวาดกลัว ซึมเศร้า โดยเฉพาะในวัยรุ่นอาจมีการเสพสารเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ทำให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ และการทำร้ายร่างกายของตนเองและผู้อื่น ด้วยการฆ่าตัวตายหรือฆ่าผู้อื่น ซึ่งนับเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย
ประเภทของความรุนแรง
ความรุนแรงแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. การทำร้ายร่างกาย โดยการเตะ ต่อย ทุบตี หรือการทำให้เกิดความเจ็บปวดต่อวัยวะ
ต่าง ๆ โดยใช้ไฟจี้ น้ำร้อนราด ล่ามโซ่ หรือมีดฟันจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งอาการที่ปรากฏคือ ฟกช้ำ หรือเกิดบาดแผลบริเวณร่างกาย รวมทั้งการบาดเจ็บภายใน เช่น อาเจียนเป็นเลือดปัสสาวะเป็นเลือด
2. การทำร้ายทางจิตใจ อาจแสดงด้วยวาจาหรือพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ด่าทอ ดูถูก
เหยียดหยาม บังคับขู่เข็ญ การไล่ออกจากบ้าน และจำกัดเสรีภาพ เป็นต้น
3. การทำร้ายทางเพศ เช่น ทำอนาจาร ข่มขืน ทำให้เกิดปัญหาต่อสภาพจิตใจและ
ร่างกายของเด็ก เกิดปัญหาการตั้งครรภ์และโรคทางเพศสัมพันธ์
4. การทอดทิ้ง โดยเฉพาะเด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือขาดการเอาใจใส่ดูแล จะทำให้เด็กขาด
พัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ กลายเป็นเด็กที่มีปัญหาต่อสังคมและเป็นภาระของสังคมต่อไป
ที่มา : หนังสือเรียนสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของ เรณุมาศ มาอุ่นและคณะ .สำนักพิมพ์พัฒนา
คุณภาพวิชาการ (พ.ว.) จำกัด หน้า 148 . พ.ศ.2548
ใบความรู้ที่ 24.2
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 24
รายวิชา พ 31101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
เรื่อง สาเหตุและพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในวัยรุ่น เวลา 1 ชั่วโมง
............................................................................................................................................................
สาเหตุและพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในวัยรุ่น
ความรุนแรงในวัยรุ่นที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ ดังนี้
1. ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ความเครียดในเรื่องต่าง ๆ เช่น การควบคุมตนเองไม่ได้ แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว โกรธ ทำร้ายร่างกายตนเองหรือผู้อื่น
2. ปัจจัยครอบครัว ได้แก่ ปัญหาครอบครัวในด้านต่าง ๆ เช่น การหย่าร้าง การทะเลาะวิวาท การทอดทิ้งและทารุณกรรมเด็ก เป็นต้น
3. ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ ปัญหาทางเศรษฐกิจและค่านิยมของสังคม เช่น ความยากจน การแก่งแย่งแข่งขัน ค่านิยมทางวัตถุนิยมและค่านิยมเรื่องเพศที่ผิด
จากสาเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อวัยรุ่นที่ถูกกระทำรุนแรง ทำให้มีปัญหา
ด้านพฤติกรรม ดังนี้คือ
1. ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
2. เกิดความหวาดกลัว
3. มีอาการซึมเศร้า
4. แสดงความก้าวร้าวทางอารมณ์และอาจทำร้ายผู้อื่น
5. การเสพสารเสพติด
6. การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และโรคทางเพศสัมพันธ์
7. การหมดอาลัยในชีวิต ทำให้คิดฆ่าตัวตายหรือฆ่าผู้อื่นได้
ที่มา : หนังสือเรียนสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของ เรณุมาศ มาอุ่นและคณะ .สำนักพิมพ์พัฒนา
คุณภาพวิชาการ (พ.ว.) จำกัด หน้า 148-149. พ.ศ.2548
สวัสดีปีใหม่ 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
